อิสรภาพ

posted on 01 Oct 2011 09:56 by mylittlelife
////
////
 
มนุษย์ต้องการความรัก
แต่มากกว่าความรัก คืออิสรภาพ

A Young girl reading

posted on 12 Jun 2011 18:29 by mylittlelife  in story
:::
:::
:::///
///
 
/////

วันหนึ่ง ฉันเดินไปเรื่อยๆเริ่มจากปากคลองตลาด ช่วงระหว่างท่าเตียนถึงท่าช้างเต็มไปด้วยของมือสองสารพัด พระเครื่อง ลูกปัด ประคำ กระเป๋า รองเท้า หนังสือ ฯลฯ บรรยากาศเหมือนตลาดคลองหลอดตอนกลางคืน แล้วระหว่างไล่สายตาไร้จุดหมายไปตามสองข้างทางเดินนั้น ฉันก็ได้พบกับเธอ... 

หญิงสาวในชุดฟูฟ่องสีเหลืองแซฟฟรอน  ขมวดมุ่นมวยผมหลวมๆ กำลังนั่งอ่านหนังสือ แลดูสงบนิ่ง ทันใดนั้นสายฝนโปรยเม็ดลงมาบางๆ ฉันหยุดอยู่ตรงนั้น  A Young Girl Reading  ฉันเคยเห็นเธอมาก่อนแล้ว ในห้องสมุดธรรมศาสตร์ที่เป็นเหมือนแหล่งพักพิงของหญิงสาวหลงทาง ที่นั่นจะมีภาพถ่ายจากจิตรกรรมของศิลปินยุโรปที่มีชีวิตเมื่อหลายร้อยปีก่อนแขวนอยู่ตามจุดต่างๆ

เธอคนนี้คอยเราอยู่ตรงเสาริมทางเดินนั้นเสมอ

 

A Young Girl Reading เป็นผลงานของจิตรกรฝรั่งเศส Jean-Honoré Fragonard  ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1732 – 1806 ฟลาโกนาล์ดวาดรูปหญิงสาวในอิริยาบทต่างๆไว้หลายภาพ ฝีแปรงของเขาช่างให้อารมณ์ล่องลอย โปร่งเบา อ่อนหวาน   ภาพต้นฉบับจริงของ A Young Girl Reading เป็นสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งกรุงวอชิงตัน บริจาคโดยลูกสาวของ Andrew William Mellon นายธนาคารชาวอเมริกันและนักสะสมภาพศิลปะ

ในห้องสมุด ฉันเหลียวมองทุกครั้งยามเดินผ่านเธอ บางครั้งก็หยุดยืนดูหลายนาที  เธอช่างดูสงบเสียจริง เธอจะกำลังอ่านอะไรอยู่นะ กำลังรู้สึกอะไร มีชีวิตยังไง เธอเป็นหญิงสาวที่สูญเสียคนรักไปหรือเปล่าถึงก้มหน้าก้มตาอยู่กับหนังสือ

 บนถนนท่าเตียนสายฝนหนาเม็ดขึ้นทุกที  คนขายบอกราคาภาพที่เล็กกว่าขนาดในห้องสมุดหลายเท่า  จริงอยู่ว่าไม่ถึงกับแพงจนน่าตระหนก แต่ราคาก็ไม่เบาเลย ทั้งฉันเองก็ผลาญเงินไปจนเกลี้ยงที่แดนภารตะแล้ว เท่าที่เหลือตอนนี้ก็ควรเก็บไว้กินข้าวในแต่ละวันจะดีกว่า
 
             ฉันยังคงมองเธอ ทั้งไม่อาจถอนสายตาและไม่อาจเดินจากไปได้ บางสิ่งภายในบอกว่าหากวางเธอลงแล้วเดินจากไป หญิงสาวที่กำลังอ่านหนังสือในชุดสีเหลืองจะยังตรึงอยู่ในทรงจำของฉันนานเท่านาน ฉันอยากเห็นเธอที่แลดูสงบตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของฉันเอง ได้เห็นเธอในยามที่รู้สึกแย่ๆ ในยามที่เขียนอะไรไม่ออก หรือผัดวันประกันพรุ่งที่จะเขียน  แม้ในยามที่ทำอะไรไม่ได้ นั่งมองเธอเฉยๆก็ยังดี                
              เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาฉันก็มาหยุดยืนต่อหน้าเธออีกครั้ง ภาพใหญ่ในห้องสมุด พลางกระชับเธออีกคนในอ้อมกอด ทั้งสองเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งวันนั้นเธอนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆฉัน อาจมีพักเล็กๆที่เงยหน้าขึ้นมาพักสายตา แต่ฉันมองไม่เห็นจังหวะนั้นหรอก
 

แด่คนเคยรัก

posted on 01 Jun 2011 14:30 by mylittlelife
/// //// /
 
///

แด่คนเคยรัก / tea for three
ฉันมันไม่ดีตรงไหน โง่เกินไปหรือเปล่า
 

เกรอะกรัง

posted on 13 Feb 2011 17:52 by mylittlelife

แผ่นฟ้าใสกระจ่าง เปล่งประกายครามเข้มเย่อยิ่ง

คล้ายแสร้งไม่รู้ไม่เห็นว่าเงาโศกได้ห่มคลุมเนื้อตัวของเจ้า

และดวงดาวอื่นๆไว้มากมาย ปานใด

ในท่วงทีเย็นชาไม่รับรู้ร้อนหนาว

หญิงสาวจับมันพลิกคว่ำกลับด้าน  รวดเร็วรุนแรง   

น้ำ น้ำตา ทะเล เลือด  โครงกระดูก รัก ชัง ริษยา

พรูพรั่งปะปนลงบนแผ่นฟ้าครามเข้มเย่อยิ่งอีกผืน

ใต้ขอบโค้งของแผ่นฟ้า ผืนเก่า 

หลงเหลือเพียงตะกอนดำเกรอะกรังของเงาโศก

ต่องแต่ง หมิ่นเหม่  แผ่วล้า ทว่าไร้สัมผัสอ้อนวอน

จนแล้วจนรอด เงาโศกยังเกรอะกรังอยู่ใต้ขอบโค้ง

ของแผ่นฟ้าผืนเก่า  ดังเดิม  

แรงเหวี่ยง

posted on 07 Dec 2010 20:12 by mylittlelife

การบ้านชิ้นหนึ่งของชั้นอบรมเขียนนิยาย อาจารย์กีรตีให้แปลงเพลงเป็นเรื่องราวศัพท์เฉพาะเรียกลักษณะนี้ว่าเมตาฟอร์ ช่วยให้ผ่านพ้นจังหวะที่ติดขัด ไม่รู้จะเขียนอย่างไร เริ่มอย่างไรลองฟังเพลง ดูหนัง อ่านบทกวี แล้วเมตาฟอร์มันออกมา ฉันเลือกเพลง "ผ่าน" ของพจนารถ พจนาพิทักษ์แล้วมันก็ออกมาเป็นเรื่องราวแบบนี้แหละ
แม่เคยเล่าให้ฉันฟังว่า นานมาแล้ว แม่ยอมให้ตัวเองเป็นเหมือนลูกดิ่งกลมๆลูกหนึ่ง     

ทิ้งดิ่งลง... แล้วถูกดึงย้อนกลับ ทิ้งดิ่ง... ดึงย้อนกลับ  ดิ่งลง... ย้อนกลับ..

เป็นเหมือนลูกดิ่งที่ทิ้งตัวสู่เบื้องล่างด้วยแรงรักใคร่ของพ่อ ด้วยการทรยศของพ่อ ด้วยความสับสนในตัวเองของผู้ชายคนหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็คืนย้อนกลับด้วยแรงรักใคร่ของตัวแม่เอง ความซื่อสัตย์ของแม่ ด้วยการพยายามเข้าใจความสับสนของคนรัก มันเป็นอย่างนั้นในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ซึ่งยาวนานนับจากแม่เป็นเด็กสาวจวบจนได้กลายเป็นแม่ของลูกสาวสี่คน  

เมื่อเด็กหนุ่มที่มีดวงตาเหมือนแก้วบรรจุความหวังของโลกเอื้อมมาฉุดมือ แม่ก็ไม่เคยเหนี่ยวรั้งตัวเองไม่ให้วิ่งถลันเข้าไปในป่าหนามของรักเลย

ตลอดเวลานั้น ผู้หญิงคนหนึ่งเหวี่ยงซัดตัวเอง พอๆกับที่ยอมให้ตัวเองถูกเหวี่ยงซัดกลับไปกลับมา  จนวันหนึ่งก็รู้สึกราวกับอวัยวะภายในถูกควักออกไปจนหมด กลวงเปล่า โปร่งแสง ส่วนในหัวใจ แม่บอกว่าเหมือนได้ยินเสียงลมร้อนของทะเลทรายพัดผ่าน หลังจากรีดเค้นความรักความศรัทธาเพื่อบูชาคนรักออกมาจนหมดสิ้น จิตวิญญาณผู้หญิงคนหนึ่งก็แห้งกรอบไปหมด มันกลายเป็นผงธุลีร่วงหล่นลงบนผืนดิน  

เวลานั้น แม่วนเวียนอยู่แต่กับคำถามที่ว่าเขาจะมีใครต่อใครไปถึงไหน ต้องดีพอกว่านี้ ควรเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกแค่ไหน หรือต้องรักให้มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น  นับครั้งไม่ถ้วนที่แม่หอบกระเป๋าออกไปจากบ้าน เพียงเพื่อจะกลับมา ออกไป กลับมา แล้วก็ออกไปอีก ซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนี้ แล้วแม่ก็ได้คำตอบจากเสียงในหัวตัวเองว่า ไม่ต้องทำอะไร กระทั่งเมื่อสายป่านของลูกดิ่งขาด แม่ก็คล้ายได้โผล่พ้นยังอีกปลายทางของป่าหนามเพียงลำพัง เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลทั้งที่เป็นร่องรอยเจือจาง กำลังตกสะเก็ด และที่ยังเป็นแผลสดเผยให้เห็นเลือดเนื้อช้ำๆภายใน

 

คืนหนึ่งบนระเบียงห้องนอน ค่ำคืนที่มองไม่เห็นดาว ฉันถามแม่ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะเปลี่ยนแปลงอะไรไหม ในเย็นหนึ่งที่มีดอกตะแบกสีม่วงปลิวอยู่บนถนน จะเบี่ยงเส้นทางตัวเองให้คลาดจากเด็กหนุ่มคนนั้นไหม

อืม... คงไม่ล่ะ  แม่พูดหลังจากครุ่นคิดชั่วครู่  ขณะหนึ่งนัยน์ตาของแม่ คล้ายกลับไปเป็นนัยน์ตาของผู้หญิงคนนั้น  หญิงสาวที่เวิ้งว้างอยู่กลางพายุของผู้ชายคนหนึ่ง

วันคืนเพียงหมุนผ่านผู้คนและคู่รัก ฉันและน้องเป็นเสมือนสิ่งยืนยันกับแม่ว่าครั้งหนึ่งป่าหนามมีจริง รักมีอยู่จริง ความเจ็บปวดก็เช่นกัน พ่อผู้โดดเดี่ยวของฉันได้แยกไปมีชีวิตของตัวเอง รักใครอีกคน อีกคน และอีกคน ไม่แน่ว่าพ่ออาจหลงใหลในความรู้สึกของการเหวี่ยงซัดตัวเองและยอมให้ตัวเองถูกเหวี่ยงซัด รอคอยจนกระทั่งถึงวันที่สายป่านขาด ลูกดิ่งอย่างพ่อคงกระเด็นกระดอนไปไกลทีเดียวกว่าจะหยุดนิ่งในที่ใดที่หนึ่ง  หรือไม่อาจหยุดได้เลย

ไม่มีใครรู้หรอก

เรื่องเห็ดๆกับโมงยามดีๆ

posted on 24 Jun 2010 10:48 by mylittlelife  in story

 .....

เขาเป็นคนทำกับข้าวอร่อย  วัตถุดิบง่ายๆ เหลือๆ

หรือเพียงแค่ข้าวสวยกับ ซอสเท่านั้น เขาก็นำมาบรรเลงได้ไม่มีที่ติ

(มิตรของเขาคนหนึ่งนั้น ยิ่งกว่า เวลาทำกับข้าวเหมือนกำลังเ้ต้นรำพลิ้วไหว)

แต่ก็นั่นล่ะนะ คนทำอร่อยมักไม่ค่อยลงมือ

ปล่อยให้มือรองฝีมือไม่เสถียรอย่างฉันทำไป

กินได้ไม่ได้ก็คงต้องกิน

                                             :::

เย็นหนึ่งเราทำแกงประจำกินกัน 

"แกงประจำ" ในที่นี้คือแกงเหลืองใส่กะทิและสารพัดผัก

เราทำกินกันเป็นประจำ ทำง่ายๆ

ได้ประโยชน์จากผัก(แถมสารเคมีจากยาฆ่าแมลงบ้าง) 

แล้ว วันหนึ่งที่ทำแกงนี้ซึ่งมีเห็ดนางฟ้าเป็นส่วนประำกอบด้วย

เขาก็เล่า ถึงเห็ดชนิดหนึ่่งที่คนกรุงเทพฯแบบฉันไม่เคยได้ยิน 

                                            :::

เ็ห็ดที่เขาเล่าเรียกว่าเห็ดแครง หน้าตาเหมือนหอยแครง

อัน เล็กๆ ขึ้นบนต้นยางพารา และจะขึ้นเฉพาะฤดูเท่านั้น

กิโลนึงหลายร้อย บาททีเดียว 

ฟังแล้วทำให้ฉันนึกไปถึงเห็ดเฉพาะท้องถิ่นชนิดอื่นๆ 

เนื้อ แน่น หากินได้เฉพาะฤดูกาล

เช่น เห็ดโคน เห็ดถอบ เห็นกระด้าง 

โดย เฉพาะเห็ดถอบนี่ได้กินเมื่อไหร่เป็นลืมไม่ลง

เข้ากันกับน้ำพริกข่า มากๆเลยล่ะ 

บางชนิดก็เริ่มเพาะโดยมนุษย์ได้บ้างแล้ว

แต่ก็ยัง มีอีกหลายชนิดที่พระเจ้าสงวนไว้

หลายครั้งที่ฉันนึกแปลกใจกับเห็ด เหล่านี้

มนุษย์เพาะไม่ได้ ผุดโผล่ในที่ที่เหมาะสม

และในโมง ยามที่เหมาะสม

ราวกับจะสั่งสอนเราให้รอคอยเสียบ้าง

เป็นความอัศจรรย์อันเร้นลับที่ทำให้อิ่มท้อง

                                            :::

ค่ำนั้นกับแกงเดิมๆช่างเอร็ดอร่อย

เพื่อนสองสามคนยังได้ลอง ชิมกันจนเกลี้ยง 

อีกซักวันสองวันคงจะกลับมาทำแกงประจำกันอีก

สารพัด เห็ด กระเจี๊ยบ มะเขือยาว มะเขือเปราะ ฟักทอง ฯลฯ

โรยด้วยโหระพา พริกชี้ฟ้า... ข้าวสวยร้อนๆ

จะมีอะไรมาเทียบ เทียม

 

                                                         เห็ดแครง

 

...

 

...


 

กัดกินอยู่อย่างนั้น

posted on 15 Jun 2010 12:49 by mylittlelife  in story
:::
:::
:::
                photo by Djedhuti
::: :::
คัดลอกจากคอลัมน์รักคนอ่าน / ทราย เจริญปุระ / มติชนสุดสัปดาห์
:::
...ความไม่รู้ซึ่งไม่ว่าจะเป็นความข้องใจหรือความหวังอันรางเลือนนั้น
มันเป็นเชื้อโรคที่ไม่มีวันตาย มันจะกัดกินจากข้างใน
โดยที่เราไม่อาจหยุดยั้งได้ และเราไม่อาจฟื้นคืนขึ้นใหม่ได้
เพราะความไม่รู้และความคับข้องใจที่ติดอยู่ในใจเรามันยังกัดกินเราอยู่อย่างนั้น
                                             ::::
ฉันพยายามจะเลิกคิดถึงมัน เลิกโทษคืนวันที่เราได้ใช้ร่วมกัน เลิกคิดหาเหตุผล
พยายามมองทุกอย่างด้วยสายตาเป็นกลาง แต่ก็ต้องสงสัยทุกครั้งว่า, ทำไม
ฉันจะต้องเป็นกลางด้วย ในเมื่อคนที่ได้รับผลกระทบอันรุนแรงจากมันจนชีวิตตกลู่
ก็คือตัวฉันเอง
                                             ::::
ฉันพยายามรับมือปรับตัวและเอาตัวรอด แต่วิธีของฉันมันคงไม่ฉลาดนัก
 เพราะมาถึงวันนี้แล้ว อะไรๆก็แทบไม่ต่างจากเดิม เพียงแต่เดาได้มากขึ้นเท่านั้นเอง
                                             ::::
หัวใจไม่ใช่หางจิ้งจกที่เราจะตัดใจสละทิ้งได้ ในเวลาจวนตัว
ส่วนใหญ่มันจะเป็นเรื่องของการไม่อาจควบคุมได้ และเราจะต้องสลัดมันทิ้งไป
แล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง พร้อมหัวใจแหว่งๆที่ยากจะเติมเต็ม
การโหยหาถึงคืนวันเก่านั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง...
                                             ::::
...ฉันทุ่มแรงทุ่มใจขายวิญญาณไปจนแหว่งวิ่น
แต่สิ่งที่คืนมามีเพียงความว่างเปล่า บางคนอาจบอกว่า
"รักแท้ไม่ควรหวังผลตอบแทน" มันจะทำได้สักแค่ไหน
เพราะผลตอบแทนที่เรามักหวังนั้น ก็คือความรักตอบ
ถ้าฉันไม่เชื่อความหมายของมันได้ ก็คงพอจะทำใจได้
มันเปลี่ยนมุมมองการรับรู้ความรักไป หรือที่จริงแล้ว
รักแท้มีสาระให้เชื่อถือได้ แค่เพียงตัวฉันมากกว่า,
ที่สารเลวเกินกว่าจะได้รับมัน
                                             ::::
เคยเขียนไว้ในเอนทรีก่อนว่า สีฟ้าคล้ายจะแทนความเศร้าอันเงียงเหงา
ได้อ่านคอลัมน์ของเธอคนนั้น รู้สึกเหมือนเธอจะพูดแทนกันอย่างไรไม่รู้
สิ่งนี้เป็นสากลหรอกหรือ คนที่กล้าจะรักต้องยอมรับฑัณฑ์ทรมานนี้เสมอไปหรอกหรือ
แต่บางเรื่องทีฉันเห็นต่างไป เมื่อเกิดภาวะกัดกินจากภายใน
ไม่ใช่เพียงเราที่ถูกทำให้ชีวิตตกลู่ แต่ก็คือทั้งหมด
เราต่างฉุดกันและกันลงนรก และอาจไม่สามารถตะกายขึ้นมาได้อีกเลย
อย่างมากก็แค่กระเสือกกระสนมาได้ถึงเพียงขอบเหวเท่านั้น
                                             ::::

เริ่มจากความว่างเปล่า

posted on 13 Jun 2010 14:31 by mylittlelife  in story
      :::::
:::::
 
         
                              แกลแลนท์:::
...
::: """"
ขณะกำลังอ่านเรื่องของ มาร์วิส แกลแลนท์
ในจุดประกายวรรณกรรมของอาทิตย์นี้
ขณะกำลังจุกกับการประกาศของเธอที่ว่า
"พอลืมตาดูโลก สิ่งแรกที่ฉันต้องทำก็คือการเขียนหนังสือ"
เธอปฏิญาณกับตัวเองว่าหากภายใน 2 ปี
ยังหาเลี้ยงปากท้องด้วยการเขียนไม่ได้
เธอจะฉีกต้นฉบับซึ่งเขียนไว้ในสมุดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอจะไม่ยอมเป็นผู้สื่อข่าวจนถึงอายุ 30 อย่างแน่นอน
"ฉันชอบชีวิต แต่ชีวิตแบบนี้ฉันไม่ต้องการ" เธอว่า

แล้วขณะนั้นเอง ฉันเงยหน้าจากหน้ากระดาษ
ด้วยโทรศัพท์สายหนึ่งที่มาพร้อมกับข้อเสนอที่น่าสนใจไม่น้อยเลย
พี่สาวคนนั้นถามว่าสนใจมาเป็นกองบก.ของนิตยสารในเครือ GM ไหม เขาจะขยายงาน
ฉันใช้เวลาไม่เกินนาที แล้วก็ตอบปฏิเสธไป
เราพูดคุยกันอีกสักพักเล็ก แล้วก็ร่ำลากัน

แต่วางหูแล้วฉันยังต้องใช้เวลาอีกเกือบ 2 นาที
ว่าตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม ที่ปฏิเสธที่ทางที่น่าสนใจนั้น
หลังจากเพิ่งออกจากงาน ตั้งใจจะรับจ๊อบเล็กๆน้อยๆ
เพื่อทุ่มเทให้กับการเขียนอะไรสักอย่างที่จะหลอมรวมเอาชีวิต เลือดเนื้อ
หลอมรวมทั้งรัก ชัง ริษยา และเมตตาของฉันเข้าไปเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
นิยาย สารคดี เรื่องสั้น อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่บทความตามสั่ง
แบบที่เขียนไปตามความชำนาญแต่ไม่มีอารมณ์ร่วม

2 นาทีผ่านไป ฉันก็คิดขึ้นว่าทั้งหมดนั้น
ทั้งการปฏิเสธ การเลือกที่เพิ่งกล้าเลือก เป็นสิ่งที่ถูกแล้ว
อย่างน้อยก็ในเวลานี้ การได้ซื่อสัตย์กับชีวิตที่อยากจะเป็น
แวบหนึ่งเหมือนแกลแลนท์เธอจะมานั่งอยู่ข้างฉัน กระซิบบอกอีกครั้งว่า
"ฉันชอบชีวิต แต่ชีวิตแบบนี้ฉันไม่ต้องการ"

อืม... ตอนนี้ฉันก็เพียงแต่จะเลือกชีวิตตามต้องการ
เริ่มต้นจากเพียงความเชื่อมั่นบางอย่าง นอกจากนั้นมีแต่ความว่างเปล่า
เพื่อที่จะค่อยๆเติมเต็มความว่างเปล่า แล้วเพื่อวันหนึ่งจะกลับไปว่างเปล่าอีกครั้ง

ฉันก้มมองหน้าแกลเลนท์ แล้วเริ่มพูดคุยกับเรื่องราวของเธอที่ยังค้างไว้

พลัสเชียนบลู

posted on 03 May 2010 10:48 by mylittlelife  in story
:::
:::
:::::: :::
:::
photo by : emotionallyimpelled.blogspot.com
:::
::: 
พลัสเชียนบลู...
เป็นสีหนึ่งในโทนสีน้ำเงิน
ในศิลปะบำบัด พลัสเชียนบลูนั้นหนักแน่น สงบงาม
แต่ต้องระมัดระวังที่จะใช้กับผู้บำบัดที่ซึมเศร้า 
ครั้งหนึ่งนักศิลปะบำบัดหนุ่มเลือกใช้สีนี้
แต่ก็รู้ตัวว่าได้ทำผิดพลาดไปแล้ว
หญิงสาวผู้หลงใหลความเจ็บปวดคนนั้น
ดิ่งจมในโลกของตัวเองยิ่งกว่าเดิม
สักพักเขาชี้ทางให้เธอแซมสี เลมอน เยลโล
แต่งแต้มดวงจันทร์บนผืนฟ้าพลัสเชียนบลู
ไม่กี่นาทีต่อมา เลมอน เยลโล
ดึงเธอกลับคืนสู่ปัจจุบัน
:::
สีฟ้า บลู พลัสเชียนบลู แต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่สีเหล่านี้
มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเหงาเศร้า ว่างเปล่า แตกสลาย
สังเกตชื่อหนังหลายๆเรื่องที่มี blue เป็นส่วนหนึ่ง
มีอันต้องปรากฎสิ่งเหล่านี้ให้ได้สัมผัส หลายต่อหลายฉาก
แพลนให้เห็นท้องฟ้ากว้าง เคียงคู่ทะเล ถนน ทุ่งนา
หรือในเมืองที่เปลี่ยวร้างกับผู้คนที่แว่งวิ่น ขาดๆเกินๆอยู่ข้างใน
:::
Betty Blue  เรื่องของเบ็ตตี้ หญิงสาวที่เหมือนเสือดาวป่า
ใช้อารมณ์นำทางชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตรงกลาง
เบ็ตตี้จะสุดๆไปกับข้างใดข้างหนึ่งเสมอ ไม่นรก ก็สวรรค์
คนรักของเธอบอกว่าเธอเหมือนม้า วิ่ง วิ่ง วิ่ง
เท่าที่พละกำลังจะมี จนยอมให้เส้นเอ็นตัวเองขาด
:::
Blue เรื่องของเด็กสาวสองคนที่ถูกกีดกันจากสังคมของตัวเอง
ทั้งคู่รักกัน แต่วันหนึ่งคนหนึ่งไปรักกับชายทีมีเจ้าของ
เธอทำแท้ง หายไป กลับมา แต่ทั้งหมดนั้นไม่มีคำอธิบายใด
ปล่อยให้อีกคนเจ็บปวดอยู่ในดงหนามแห่งใจ
ทั้งเรื่องเน้นให้เห็นภาพทุ่งนาเขียวสด ทะเล ท้องฟ้า
เมืองว่างเปล่า   คนว่างเปล่า
:::
พลัสเชียนบลู...
ชื่อนี้แม้ได้ยินเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอแก่การทรงจำ
นึกถึงท้องฟ้าช้ำน้ำ ระเรือด้วยน้ำเงินจาง ปะปนแดง ชมพู ม่วง
พลัสเชียนบลู ปรากฎไม่เว้นแม้แต่ในบทกวีของกวีเอก
:::::
 _________________
:::
เราสูญสิ้นแม้กระทั่งยามเย็น
ไม่มีใครเห็นสองเราเดินกุมมือกันในตอนโพล้เพล้อีกแล้ว
ในขณะที่ราตรีสีน้ำเงินค่อยๆทิ้งตัวลงบนพื้นโลก
:::
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง
เห็นริ้วขบวนแห่งแสงอาทิตย์อัสดงลับลงตรงทิวเขาไกลโพ้น
บางครั้งเศษเสี้ยวของตะวัน
ก็ลุกไหม้เหมือนกษาปณ์เหรียญหนึ่งบนฝ่ามือของฉัน
:::
ฉันหวนคิดถึงเธอ
ด้วยดวงวิญญาณที่ถูกตรอกตรึงอยู่กับความโศกเศร้าของฉัน,
เธอเองก็รู้
:::
เธอไปอยู่ที่ไหนหนอ
มีใครอยู่ที่นั่นบ้าง ?
ไฉนความรักมาสู่ฉันโดยมิทันได้ตั้งตัว,
ในยามที่ฉันเศร้าและรู้สึกได้ว่า เธออยู่ห่างไกล ?
:::
หนังสือเย็บกี่เล่มนั้น
ถูกปิดลงทุกๆวันในยามสายัณห์
เสื้อกันหนาวสีน้ำเงินม้วนกลิ้งเหมือนสุนัขบาดเจ็บ
อยู่แทบเท้าของฉัน
ตลอดเวลา,
ตราบจนนิรันดร์
:::
เธอห่างหายไปจากยามเย็น
มุ่งหน้าสู่พลบค่ำที่เค้าโครงค่อยๆลบเลือน
:::
                                  'Clenched Soul'
                                  พาโบล เนรูดา
:::
_________________
ด้วยแรงดาลใจจากหนังสือ เธอเห็นสีสันในดวงตาฉันไหม
โดยอนุพันธ์ พฤกษ์พันธ์ขจี
:::
:::
:::

เผื่อว่า

posted on 28 Apr 2010 20:26 by mylittlelife  in poetry

:::

::::

 

 

      ::::
วันนี้ฝนตก  
ไม่ถึงกับหนักหนา
ต่ท้องฟ้าสีเทาปนแดง
ก็ดูคล้ายได้แบกความทุกข์ ไว้จนชุ่ม         
หนักอึ้ง โศกเศร้า       
       :::::
ใต้วันเดียวดายบนผืนโลก
ฉันยืนมองท้องฟ้า คิดว่า
เมื่อไหร่จะหล่นลงมาเสียที
หล่นลงมาทับร่างนี้  
เผื่อว่า เราจะแบ่งเบาความเศร้า
ให้กันและกันได้
ฉัน กับ ท้องฟ้า

ฉัน กับ ท้องฟ้า      

        ::::

 

*คนเราไม่มีทางมีท้องฟ้ามากๆได้
เวลานอนหลับ
และตื่นขึ้นไปเมามายอยู่บนท้องฟ้า
ท้องฟ้าปกป้องเราได้ในยามเศร้า
ที่นี่ มีความเศร้าอยู่มากมายเกินไ
แต่มีท้องฟ้าไม่เคยพอ
ผีเสื้อก็มีน้อยเช่นกัน
(*จากหนังสือ : บ้านบนถนนมะม่วง)